ฟิล์มกรองแสงอาคารเลือกแบบไหนดี ? พร้อมแนะนำข้อกำหนดสำคัญในการติดตั้งสำหรับอาคารสูง

โดย XPEL Thailandเผยแพร่วันที่ 19 มิถุนายน 2569
ฟิล์มกรองแสงอาคาร ต้องเลือกแบบไหนดี ให้ตอบโจทย์ได้จริง

เมื่ออากาศร้อนขึ้นทุกปี ทำให้ฟิล์มกรองแสงอาคารกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับอาคารสำนักงาน รวมถึงอาคารที่อยู่อาศัย เพราะนอกจากฟิล์มกันความร้อนอาคารจะช่วยลดความร้อนจากแสงแดดแล้ว ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานภายในอาคาร ประหยัดค่าไฟ ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ และยังช่วยปกป้องเฟอร์นิเจอร์จากแสงแดดได้อีกด้วย

การเลือกฟิล์มกรองแสงอาคาร ไม่ได้พิจารณาแค่เรื่องความเข้มหรือความสวยงามเท่านั้น แต่ยังต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดของอาคารก่อนติดตั้งอีกด้วย บทความนี้ XPEL VISION จะพาไปรู้จักประเภทของฟิล์มกรองแสงอาคาร วิธีดูค่า VLT และข้อควรรู้ก่อนติดตั้ง เพื่อช่วยให้คุณเลือกฟิล์มได้เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด

Highlight

  • ฟิล์มกรองแสงอาคารมี 5 ประเภทที่นิยมติดตั้ง ทั้งฟิล์มใสกันความร้อน ฟิล์มดำ ฟิล์มผสมโลหะ ฟิล์มนิรภัย และฟิล์มเซรามิก โดยฟิล์มแต่ละแบบจะมีจุดเด่นและพื้นที่ที่เหมาะกับการใช้งานที่ต่างกัน
  • ตัวเลข VLT (Visible Light Transmission) มีผลต่อระดับความเข้มของฟิล์ม ตัวเลขยิ่งต่ำ ฟิล์มจะเข้มและกรองแสงได้มาก หากตัวเลขสูงขึ้น แสงจะเข้ามาได้มากขึ้น มีผลต่อความเป็นส่วนตัว แต่ยังสามารถป้องกันความร้อนได้เป็นอย่างดี
  • การติดตั้งฟิล์มลดความร้อนอาคารสูงหรือคอนโดมิเนียม มักมีข้อบังคับเรื่องเฉดสี ความสม่ำเสมอ และค่าการสะท้อนแสงภายนอก จึงควรศึกษาข้อบังคับให้ละเอียดก่อนการติดตั้ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อทัศนียภาพรวมและไม่รบกวนอาคารข้างเคียง

ฟิล์มกรองแสงอาคารที่นิยมติดตั้งมีกี่ประเภท และต่างกันอย่างไร ?

ประเภทฟิล์มกรองแสงอาคารทั้งหมด ประกอบด้วย ฟิล์มใสกันความร้อน ฟิล์มดำ ฟิล์มผสมโลหะ ฟิล์มนิรภัย และฟิล์มเซรามิก

ในปัจจุบันเทคโนโลยีของฟิล์มลดความร้อนอาคารได้รับการพัฒนาไปไกลมาก เพื่อให้สามารถบล็อกพลังงานความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (IR) และรังสี UV ที่สูงขึ้น โดยหากถามว่าฟิล์มติดอาคารยี่ห้อไหนดี ? เราต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจคุณสมบัติเด่นของฟิล์มกรองแสงแต่ละประเภทก่อน เพื่อให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

1. ฟิล์มใส (Clear Films)

ฟิล์มใสกันความร้อน ที่ช่วยป้องกันรังสีอินฟราเรด (IR) และรังสี UV ได้สูงสุด 99% โดยยังคงให้แสงธรรมชาติส่องผ่านได้ดี กระจกจึงดูใส ไม่มืดหรือเปลี่ยนสีจากเดิม เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการบรรยากาศโปร่ง โล่ง สบายตา พร้อมช่วยลดความร้อนและปกป้องเฟอร์นิเจอร์จากการซีดจาง

2. ฟิล์มดำ (Dyed Films)

ฟิล์มดำเป็นฟิล์มที่ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ดี โดยกระจกจะดูมืดจากมุมมองภายนอก แต่ยังคงมองเห็นจากภายในได้ชัดเจน ช่วยลดแสงจ้าและลดปริมาณแสงที่เข้าสู่ภายในอาคาร เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและบรรยากาศภายในที่สบายตามากขึ้น

3. ฟิล์มผสมโลหะ (Metalized Films)

ฟิล์มผสมโลหะช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงแดดได้ดี จึงเหมาะสำหรับอาคารที่ต้องเจอแดดจัดตลอดทั้งวัน ช่วยลดอุณหภูมิภายในและลดแสงจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวฟิล์มมีลักษณะมันวาวคล้ายกระจกเงาเมื่อมองจากภายนอก ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวในช่วงกลางวัน แต่ในเวลากลางคืนหากมีการเปิดไฟภายในอาคาร คนภายนอกสามารถมองเห็นได้

4. ฟิล์มนิรภัย (Safety & Security Films)

ฟิล์มนิรภัยออกแบบมาเพื่อช่วยยึดเศษกระจกเมื่อเกิดการแตกหัก ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ ลมพายุ หรือแรงกระแทกจากภายนอก ด้วยโครงสร้างฟิล์มที่มีความหนาและเหนียวเป็นพิเศษ จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนเศษกระจกบาดและเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านและอาคารได้มากขึ้น

5. ฟิล์มเซรามิก (Nano Ceramic Films)

ฟิล์มเซรามิกเป็นฟิล์มกันความร้อนอาคารที่ใช้อนุภาคนาโนเซรามิก (Nano Ceramic) ภายในเนื้อฟิล์มโดยไม่ผสมโลหะ ช่วยลดความร้อนได้สูง พร้อมให้แสงส่องผ่านได้อย่างพอดี ตัวฟิล์มมีค่าการสะท้อนแสงต่ำ สะท้อนเงาน้อย มองวิวภายนอกได้สบายตา เหมาะสำหรับอาคารสมัยใหม่ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพการกันความร้อนและความสวยงามของกระจก

ระดับความเข้มของฟิล์มกรองแสง (VLT) แต่ละเปอร์เซ็นต์แตกต่างกันอย่างไร ?

คำถามที่พบบ่อยเวลาจะติดฟิล์มกรองแสงอาคารคือเรื่องของ "เปอร์เซ็นต์ความเข้ม" ซึ่งในเชิงเทคนิคจะวัดจากค่า VLT (Visible Light Transmission) หรือค่าแสงสว่างส่องผ่าน โดยยิ่งค่า VLT ต่ำ ฟิล์มจะยิ่งเข้มและให้แสงผ่านน้อย ส่วนค่า VLT สูง ฟิล์มจะมีความใสและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า อย่างไรก็ตาม ค่า VLT ไม่ได้เป็นตัวบอกประสิทธิภาพการกันความร้อนหรือป้องกันรังสี UV โดยตรง จึงควรพิจารณาค่าสเปกด้านการกันความร้อนและป้องกันรังสีร่วมด้วย

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 80%

จะมีค่า VLT ต่ำประมาณ 5-15% ให้แสงส่องผ่านได้น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องรับแดดจัดตลอดทั้งวัน หรือพื้นที่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง ช่วยลดแสงจ้าและลดความร้อนได้ดี

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 70%

จะมีค่า VLT อยู่ประมาณ 20-35% ให้แสงส่องผ่านได้ค่อนข้างน้อย ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัว พร้อมลดความร้อนจากแสงแดดได้ดี เหมาะสำหรับอาคารสำนักงาน ห้องทำงาน หรือพื้นที่ที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างการกันร้อนและความสบายตา

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 60%

จะมีค่า VLT อยู่ประมาณ 25-40% ให้แสงธรรมชาติส่องผ่านเข้ามาได้พอเหมาะ ช่วยลดแสงจ้าและลดความร้อนได้ดี เป็นระดับความเข้มที่ได้รับความนิยมสำหรับอาคาร เพราะช่วยให้ภายในดูสบายตา พร้อมเพิ่มความเป็นส่วนตัวในช่วงกลางวัน

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 50%

จะมีค่า VLT อยู่ประมาณ 40-45% เป็นระดับที่ให้สมดุลระหว่างความสว่างภายในและประสิทธิภาพการกันความร้อน ให้แสงส่องผ่านได้อย่างพอดี ภายในไม่มืดจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศโปร่งสบาย พร้อมช่วยลดความร้อนจากแสงแดด

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 40%

จะมีค่า VLT อยู่ประมาณ 45-65% ให้แสงส่องผ่านได้ค่อนข้างมาก ช่วยให้บรรยากาศภายในดูโปร่ง โล่ง และสบายตา แต่ยังช่วยป้องกันรังสีอินฟราเรดและรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับอาคารที่ต้องการคงสีของกระจกให้ดูเป็นธรรมชาติ

ฟิล์มกรองแสงอาคารเข้ม 30%

ฟิล์มกรองแสงอาคารระดับความเข้ม 30% จะมีค่า VLT อยู่ที่ประมาณ 65% ขึ้นไป เป็นฟิล์มที่มีความใสสูง ให้ทัศนวิสัยที่ชัดเจน ช่วยให้ภายในอาคารดูสว่างและเปิดรับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ โดยยังช่วยป้องกันรังสีอินฟราเรดและรังสี UV ได้ดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลุคกระจกใสเหมือนไม่ได้ติด

ติดตั้งฟิล์มอาคารต้องศึกษาอะไรบ้าง ?

ฟิล์มกรองแสงอาคารควรได้รับมาตรฐานจาก ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation

การติดตั้งฟิล์มกรองแสงอาคารโดยเฉพาะในคอนโดมิเนียมหรืออาคารสำนักงานสูง มีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบมากกว่าแค่การเลือกฟิล์มที่ชอบ เนื่องจากโครงการส่วนใหญ่มักมีข้อกำหนดด้านภาพลักษณ์ภายนอก ที่ต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การศึกษาข้อระเบียบเรื่องสีของฟิล์ม ระดับความเข้ม และค่าการสะท้อนแสงภายนอกจึงเป็นสิ่งที่เจ้าของพื้นที่ไม่ควรละเลย เพื่อป้องกันปัญหาการรื้อถอนและติดตั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง

นอกจากเรื่องระเบียบอาคารแล้ว มาตรฐานคุณภาพของฟิล์มก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ควรเลือกใช้ฟิล์มที่ผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองระดับสากล เช่น มาตรฐาน ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation (มูลนิธิมะเร็งผิวหนัง) อย่างแบรนด์ XPEL VISION ซึ่งเป็นฟิล์มนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่ให้ความมั่นใจได้ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ยาวนาน พร้อมการดูแลจากทีมช่างติดฟิล์มกระจกอาคารที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

สรุป: เลือกติดฟิล์มกรองแสงอาคารต้องเลือกอย่างมีข้อมูลประกอบ

การตัดสินใจเลือกฟิล์มกรองแสงติดอาคาร ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเรื่องแสงแดดในระยะสั้น แต่คือการยกระดับการใช้ชีวิตและการทำงานภายในอาคารให้มีความสุขและปลอดภัยยิ่งขึ้น การพิจารณาประเภทฟิล์มให้เหมาะกับทิศทางแดด การเลือกค่า VLT ที่ลงตัวกับความต้องการ รวมถึงการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจข้อกำหนดของอาคาร จะช่วยให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่สวยงามและใช้งานได้ยาวนานนับสิบปี

หากคุณกำลังมองหาฟิล์มกรองแสงระดับพรีเมียมสำหรับบ้านหรืออาคาร XPEL VISION พร้อมให้คำแนะนำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมบริการเข้าวัดพื้นที่และแนะนำฟิล์มให้เหมาะกับอาคารของคุณโดยเฉพาะ


ติดต่อสอบถามเพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมนัดหมายเข้าวัดพื้นที่ได้ทาง

เบอร์โทรศัพท์: 094 461 6699

Line Official: @xpelvisionthailand


คำถามที่พบบ่อย

ฟิล์มกรองแสงอาคารถูกออกแบบมาให้ทนความร้อนสูง ทนแดดจัดได้มากเป็นพิเศษเพื่อปกป้องผิวของผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้าน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า แต่ฟิล์มรถยนต์ออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูงเพื่อให้เข้ากับรูปทรงของกระจก เน้นลดแสงสะท้อนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

หลังติดตั้งฟิล์มใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการเช็ดหรือทำความสะอาดประมาณ 30 วัน เพื่อให้ชั้นกาวยึดติดกับกระจกได้สนิท และควรหลีกเลี่ยงน้ำยาเช็ดกระจกที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย รวมถึงผ้าหยาบหรือหนังสือพิมพ์ เพราะอาจทำให้ฟิล์มเสื่อมสภาพหรือเกิดรอยได้ แนะนำให้ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ในการทำความสะอาด เพื่อถนอมฟิล์มและยืดอายุการใช้งาน

แนะนำ XPEL VISION แบรนด์ฟิล์มกรองแสงอาคารระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งซีรีส์ Clear View, Metallic และ Exterior ช่วยลดความร้อน ให้ทัศนวิสัยคมชัด และเพิ่มความเป็นส่วนตัว พร้อมการรับประกันสูงสุด 12 ปี และได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจาก ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation

บทความและข่าวสารอื่นๆ

ดูทั้งหมด