
ประเทศไทยมีแสงแดดแรงและอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี การติดตั้ง ฟิล์มกระจกหน้าต่าง จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความร้อนภายในอาคาร ลดแสงจ้า และช่วยกรองรังสี UV อย่างไรก็ตาม ฟิล์มติดกระจกไม่ได้มีเพียงฟิล์มกันความร้อนเท่านั้น แต่ยังมีฟิล์มนิรภัยและฟิล์มตกแต่ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ก่อนเลือกติดตั้งฟิล์ม ควรทำความเข้าใจประเภทของฟิล์ม ค่าคุณสมบัติสำคัญ และลักษณะของพื้นที่ เพื่อให้ได้ฟิล์มที่เหมาะกับบ้าน คอนโด สำนักงาน หรือร้านค้ามากที่สุด
ฟิล์มติดกระจกหน้าต่างสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ดังนี้

ฟิล์มกรองแสงเป็นฟิล์มติดกระจกที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดความร้อนภายในอาคาร ลดแสงจ้า และกรองรังสี UV นอกจากช่วยให้พื้นที่อยู่อาศัยเย็นสบายขึ้นแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบจากแสงแดดที่อาจทำให้เฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน พื้นไม้ หรือของตกแต่งซีดจางได้ โดยฟิล์มกระจกหน้าต่างประเภทกรองแสง แบ่งได้ 2 ประเภทหลัก ได้แก่
ฟิล์มเน้นความเป็นส่วนตัว
มีทั้ง One-Way Film เป็นฟิล์มที่ใช้เทคโนโลยีสารเคลือบสะท้อนแสง ทำให้ในเวลากลางวัน ผู้ที่อยู่ภายนอกจะเห็นเป็นเงาสะท้อนและมองไม่เห็นภายใน ขณะที่ผู้ที่อยู่ภายในอาคารยังสามารถมองเห็นวิวภายนอกได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีฟิล์มดำ หรือ Dyed Film ที่ช่วยให้กระจกมีสีเข้มขึ้น เพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง
ฟิล์มเน้นทัศนวิสัยชัดเจน
ให้ภาพคมชัด มองเห็นทัศนวิสัยได้เต็มที่โดยไม่เกิดเงาสะท้อนมากนัก แต่ยังคงประสิทธิภาพในการลดความร้อนและป้องกันรังสี UV ได้ดี
ฟิล์มนิรภัยเป็นฟิล์มกระจกหน้าต่างที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับอาคาร โดยโครงสร้างผลิตจากโพลีเอสเตอร์ที่ยืดหยุ่นสูง และมีความหนาตั้งแต่ 4–14 Mil ซึ่งมากกว่าฟิล์มทั่วไปที่มีความหนาเพียง 1–2 Mil
พร้อมชั้นกาวชนิดพิเศษที่ช่วยยึดเกาะกระจกได้อย่างแข็งแรง ทำให้เมื่อเกิดแรงกระแทก เศษกระจกจะไม่ร่วงลงมา แต่จะยึดเกาะกัน ช่วยป้องกันอันตรายจากเศษกระจกแตกได้
ฟิล์มกระจกหน้าต่างที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสวยงามและสร้างเอกลักษณ์ให้กับพื้นที่ใช้งาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเป็นส่วนตัว ฟิล์มประเภทนี้มีลวดลาย สี และพื้นผิวให้เลือกหลากหลาย และยังช่วยพรางสายตา แบ่งสัดส่วนพื้นที่ได้อย่างลงตัว พร้อมเพิ่มความสวยงามโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระจกใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยยกระดับดีไซน์ได้อย่างคุ้มค่า
สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงจุดนี้และมั่นใจว่าต้องการฟิล์มติดกระจกกันแดดเป็นหลัก ก่อนที่จะเลือกซื้อฟิล์ม มี 3 ค่าสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกซื้อ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการปกป้องและทัศนวิสัยที่ต้องการ
ค่า VLT คือค่าปริมาณแสงที่สามารถส่องผ่านฟิล์มกระจกหน้าต่างเข้าสู่ภายในอาคาร ยิ่งเปอร์เซ็นต์สูง แสงธรรมชาติจะยิ่งผ่านเข้ามาได้มาก ทำให้พื้นที่ภายในดูสว่าง โปร่ง และไม่อึดอัด เหมาะกับบ้านหรือพื้นที่ที่ต้องการแสงเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน หรือร้านค้าที่ต้องการโชว์สินค้า แต่หากค่า VLT ต่ำ แสงจะผ่านได้น้อยลง ทำให้ห้องดูมืดขึ้นและช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ค่า VLR คือค่าการสะท้อนแสงของฟิล์มกระจกหน้าต่าง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 มุมมอง ได้แก่ VLR Exterior และ VLR Interior โดย VLR Exterior ยิ่งสูง กระจกจะมีลักษณะเงาสะท้อนมากขึ้น ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวจากภายนอกในช่วงกลางวัน เนื่องจากคนภายนอกจะมองเห็นเป็นเงาสะท้อนแทนการมองทะลุเข้าไปภายใน ส่วน VLR Interior หากมีค่าต่ำ จะช่วยลดเงาสะท้อนจากด้านใน ทำให้ผู้ใช้งานสามารถมองออกไปภายนอกได้ชัดเจน สบายตา และไม่เกิดภาพซ้อนหรือแสงสะท้อนรบกวนสายตา
ค่า TSER คือค่าที่ใช้วัดความสามารถของฟิล์มกระจกหน้าต่างในการป้องกันพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยรวม ซึ่งรวมทั้งพลังงานจากแสงที่มองเห็น รังสีอินฟราเรด และรังสีอัลตราไวโอเลต ถือเป็นหนึ่งในค่าที่สำคัญที่สุดในการประเมินประสิทธิภาพของฟิล์ม ยิ่งค่า TSER สูง ฟิล์มจะยิ่งสามารถลดความร้อนที่เข้าสู่ภายในอาคารได้มาก ส่งผลให้พื้นที่เย็นสบายขึ้น และอาจช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้ในระยะยาวเช่น ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน หรือร้านค้าที่ต้องการโชว์สินค้า แต่หากค่า VLT ต่ำ แสงจะผ่านได้น้อยลง ทำให้ห้องดูมืดขึ้นและช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
ค่า IR คือค่าที่ใช้วัดลดพลังงานจากรังสีอินฟราเรด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความรู้สึกร้อนหรือแสบผิวเมื่ออยู่ใกล้กระจกที่โดนแสงแดดโดยตรง ฟิล์มที่มีค่า IR Rejection สูงจะช่วยลดความร้อนที่สัมผัสได้ทันที ทำให้การนั่งหรือใช้งานพื้นที่ใกล้หน้าต่างมีความสบายมากขึ้น แม้ในช่วงเวลาที่แดดจัดก็ตาม

เพราะบ้านและคอนโดคือพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตอยู่มากที่สุด จึงมักต้องการความปลอดโปร่งและเย็นสบาย การเลือกฟิล์มติดกระจกหน้าต่างบ้านหรือติดฟิล์มกระจกคอนโด จึงต้องมีทั้งประสิทธิภาพป้องกันความร้อนและกัน UV สูง เห็นทัศนวิสัยชัด ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นส่วนตัวได้ดีในระดับหนึ่ง
แนะนำฟิล์มจาก XPEL VISION ในซีรีส์ Clear View 2 รุ่น ฟิล์มกันร้อนกระจกบ้านที่ให้ทัศนวิสัยชัดและสามารถกันความร้อนและป้องกันรังสี UV ได้ถึง 99%
Clear View Ceramic
ฟิล์มเทคโนโลยีนาโนเซรามิก ที่ช่วยป้องกันความร้อนสูง ลดแสงจ้า ให้ทัศนวิสัยชัด สบายตา และยังมีความทนทานสูง มีความเข้มให้เลือกได้ถึง 3 ระดับ ให้ผู้ที่พักอาศัยเลือกเพิ่มความเป็นส่วนตัวได้ตามต้องการ
Clear View Plus
ฟิล์มเทคโนโลยี Multi-layer ที่ช่วยสะท้อนรังสีอินฟราเรด (IRR) ได้สูงถึง 94% จึงไม่กักเก็บความร้อนสะสมไว้ที่กระจก ช่วยลดความร้อนภายในบ้าน ป้องกันรังสี UV ได้ดีเยี่ยม พร้อมกับรักษาทัศนวิสัยที่เป็นธรรมชาติทั้งจากภายในและภายนอกบ้าน เรียบเนียนไปกับกระจกเดิม ไม่เพิ่มเงาสะท้อน มีให้เลือกความเข้มได้ถึง 4 ระดับ
นอกจากนั้นการติดฟิล์มกรองแสงในบ้านหรือคอนโดยังมีประโยชน์เรื่องการช่วยป้องกันเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้สีซีด และช่วยประหยัดค่าไฟได้ เนื่องจากอุณหภูมิภายในบ้านลดลง เครื่องปรับอากาศจึงทำงานน้อยลงตามไปด้วย
การเลือกฟิล์มกระจกหน้าต่างสำหรับอาคารสำนักงานต้องคำนึงถึงปัจจัยการใช้งานและความสวยงามควบคู่กันด้วย เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญทั้งภาพลักษณ์อาคาร ความเป็นระเบียบ และแสงสว่างที่เหมาะสมกับการทำงาน
แนะนำฟิล์มกรองแสงซีรีส์ Clear View และซีรีส์ Exterior ที่ตอบโจทย์พื้นที่การทำงานได้ดี
Clear View Ceramic
เป็นฟิล์มกรองแสงที่เหมาะกับสำนักงานเนื่องจากช่วยลดแสงจ้าได้ดี ปราศจากสีย้อมและโลหะ ทำให้มองแล้วสบายตา และทนทานต่อสภาพทุกสภาพอากาศ
Clear View Plus
สำหรับอาคารที่ต้องโดนแดดเป็นประจำจะเสี่ยงมีความร้อนสะสมในกระจกสูง สามารถเลือกใช้รุ่นนี้ที่มีจุดเด่นในการลดความร้อนในอาคารได้สูงถึง 94% และยังให้ทัศนวิสัยเป็นธรรมชาติ
ใกล้เคียงกับกระจกจริง จึงเหมาะกับอาคารที่ต้องการลดความร้อน และมีค่าสะท้อนต่ำโดยไม่เปลี่ยนภาพลักษณ์เดิม
Exterior Clear Performance
ฟิล์มกรองแสงสำหรับอาคารที่พื้นที่ภายในติดตั้งได้ยาก ให้ทัศนวิสัยที่โปร่งใส เป็นธรรมชาติ โดยรุ่นนี้มีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ถึง 99% และกันความร้อนได้สูง 81% ป้องกันความร้อนสะสมที่กระจกได้ เหมาะกับอาคารสูงที่ต้องโดนแดดส่องเป็นประจำ
นอกจากนี้ในอาคารที่มีเงาสะท้อนยังเสี่ยงทำให้นกบินมาชนได้ง่าย ทำให้กระจกเสียหาย XPEL VISION แนะนำฟิล์มตกแต่ง Bird Safe Dotted พัฒนาลายให้นกมองเห็นกระจกได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ยังป้องกันรังสี UV ได้ถึง 99% และยังให้วิวที่สบายตา
ร้านค้าส่วนใหญ่มักต้องการโชว์สินค้าภายในและต้องการสร้างบรรยากาศที่โปร่งสบาย จึงมักมีกระจกบานใหญ่อยู่หน้าร้าน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้อากาศภายในร้อนเกินไปเพื่อประหยัดค่าไฟ ร้านค้าจึงควรเลือกใช้ฟิล์มกระจกหน้าต่างที่คมชัดทั้งจากภายในและภายนอก พร้อมกับคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนสูง
แนะนำฟิล์มกรองแสงซีรีส์ Clear View Plus ที่มอบวิวที่คมชัดทั้งภายในและภายนอก พร้อมสะท้อนรังสีอินฟราเรดได้สูงถึง 94% ทำให้ภายในร้านไม่ร้อน และยังดูปลอดโปร่ง สบายตา มองเห็นสินค้าภายในได้โดยไม่มีเงาสะท้อน โดยมีความเข้มให้เลือกถึง 4 ระดับ ฟิล์มที่แนะนำสำหรับร้านที่ต้องการความใส คือ
Clear View Plus 70 PS
โดดเด่นด้านความคมชัด เหมาะสำหรับคาเฟ่ ร้านตัดผม และร้านเสื้อผ้า ที่ต้องการดึงดูดลูกค้าด้วยบรรยากาศและสินค้าภายใน
Clear View Plus 55 PS
มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพในการลดแสงจ้า เนื่องจากเนื้อฟิล์มจะสีเข้มกว่าตัว 70 PS เล็กน้อย แต่ก็ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการสะท้อนพลังงานแสงอาทิตย์รวม (TSER) ได้สูงกว่าเช่นกัน
*ทั้งนี้ การเลือกฟิล์มสำหรับติดตั้งขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก สามารถค้นหาฟิล์มรุ่นอื่น ๆ ของ XPEL VISION ได้ที่หน้าผลิตภัณฑ์
การติดฟิล์มกระจกหน้าต่างต้องใช้น้ำยาพิเศษในการติดตั้ง ทำให้หลังจากติดตั้งแล้วอาจมีร่องรอยของน้ำยา XPEL VISION แนะนำวิธีการดูแลและข้อควรระวังหลังจากติดฟิล์มกระจก

ฟิล์มกระจกหน้าต่างมีหลากหลายประเภท ทั้งฟิล์มกรองแสง ฟิล์มนิรภัย และฟิล์มตกแต่ง นอกจากนี้ยังมีลักษณะแตกต่างกันไป ทั้งฟิล์มเข้ม ฟิล์มที่มีเงาสะท้อนสูง ทำให้การเลือกติดฟิล์มกระจกบ้านขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งานเป็นหลัก
ติดต่อสอบถามเพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมนัดหมายเข้าวัดพื้นที่ได้ทาง
เบอร์โทรศัพท์: 094 461 6699
Line Official: @xpelvisionthailand
ฟิล์มเซรามิกเป็นฟิล์มประเภทหนึ่งของฟิล์มกระจกหน้าต่าง โดยเป็นฟิล์มกรองแสงที่มีจุดเด่นด้านการลดความร้อนด้วยการฝังอณูของเซรามิกขนาดเล็กเข้าไปในเนื้อฟิล์ม แทนการใช้โลหะ ทำให้มีความเงาน้อย ทัศนวิสัยชัด และกันความร้อนได้สูง
ฟิล์มกระจกหน้าต่างโดยทั่วไปมีอายุใช้งาน 5-10 ปี แต่หากฟิล์มได้รับการดูแลที่ดีจะสามารถยืดอายุการใช้งานได้ถึง 20 ปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตอนที่คุณภาพในการติดตั้ง สภาพอากาศ และประเภทของฟิล์ม เช่น ฟิล์มเซรามิกมักมีอายุการใช้งาน 15-20 ปี หรือฟิล์มตกแต่งที่มีอายุ 10-20 ปี
หลังจากติดตั้งฟิล์ม ควรรอประมาณ 14 วันเป็นอย่างต่ำ เพื่อให้ฟิล์มเซตตัวและแห้งสนิท จากนั้นคอยเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มและน้ำสบู่อ่อนที่ไม่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย