รู้จักฟิล์มนิรภัย ทำไมบ้านและอาคารควรติดเพื่อเสริมความปลอดภัย ?

โดย XPEL Thailandเผยแพร่วันที่ 19 มิถุนายน 2569
รู้จักฟิล์มนิรภัย ช่วยเสริมความปลอดภัย ให้บ้านและอาคาร

บ้านและอาคารในปัจจุบันต้องตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์และความปลอดภัย ฟิล์มนิรภัยจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กระจก ลดความเสี่ยงจากกระจกแตกร้าว และป้องกันทั้งภัยธรรมชาติและการโจรกรรมจากภายนอก การติดฟิล์มกรองแสงนิรภัยจึงไม่ใช่แค่การตกแต่งอาคาร แต่คือการลงทุนคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว

Highlight

  • ฟิล์มนิรภัยผลิตจากโพลีเอสเตอร์ (Polyester) หนาพิเศษ ตั้งแต่ 4-14 Mil ที่ออกแบบมาเพื่อยึดเกาะเศษกระจกไม่ให้แตกกระจาย ลดอันตรายจากอุบัติเหตุ
  • ฟิล์มนิรภัยมีความหนาและมีชั้นกาวชนิดพิเศษ จึงทนทานต่อแรงกระแทก ช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ และชะลอเวลาจากการถูกงัดแงะโจรกรรม
  • นอกเหนือจากความปลอดภัย ฟิล์มนิรภัยยังช่วยป้องกันรังสี UV ได้สูงสุดถึง 99% ปกป้องผิวจากแสงแดด และยืดอายุการใช้งานเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน
  • ฟิล์มนิรภัยที่ดีต้องผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจากสถาบันระดับโลก ทั้ง ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation เพื่อให้มั่นใจได้ในประสิทธิภาพที่แท้จริง

ฟิล์มนิรภัยคืออะไร ?

ฟิล์มนิรภัย (Safety & Security Film) คือฟิล์มโพลีเอสเตอร์ที่มีความหนาแน่นและยืดหยุ่นสูงกว่าฟิล์มกรองแสงทั่วไป ออกแบบมาเพื่อยึดเกาะเศษกระจกไม่ให้กระจายออกเมื่อได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ลดอันตรายจากเศษแหลมคมที่อาจทำร้ายผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ โครงสร้างที่เหนียวแน่นพิเศษยังช่วยป้องกันการโจรกรรมที่เกิดจากการทุบทำลายกระจกเพื่อลักทรัพย์ได้ในระดับหนึ่ง

ความแตกต่างของฟิล์มนิรภัยและฟิล์มกรองแสงธรรมดาทั่วไป

ภาพด้านซ้ายคือฟิล์มกรองแสงธรรมดาทั่วไป ภาพด้านขวาคือฟิล์มกรองแสงนิรภัยที่มีความหนากว่าเป็นพิเศษ

หากมองด้วยตาเปล่า ฟิล์มกรองแสงนิรภัยอาจดูคล้ายกับฟิล์มทั่วไป แต่ในเชิงโครงสร้างชั้นฟิล์มมีความแตกต่างกัน โดยฟิล์มกรองแสงทั่วไปจะเน้นที่การป้องกันความร้อน การกรองแสง หรือความเป็นส่วนตัว และมีความหนาเฉลี่ยเพียง 1-2 MIL

ในขณะที่ฟิล์มนิรภัย จะถูกออกแบบให้มีความหนามากกว่าฟิล์มทั่วไป โดยจะมีตั้งแต่ 4 - 14 MIL ซึ่งความหนาแน่นกว่าปกติและการใช้กาว PS ชนิดพิเศษสามารถนำไปติดทาบกับกระจกและรีดไล่น้ำได้ทันที ติดตั้งง่าย จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับแรงกระแทก ทนต่อการทุบตีหรือบุกรุก และลดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่มีค่า

ทำไมการติดตั้งฟิล์มนิรภัยในบ้านและอาคารถึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ?

ฟิล์มกรองแสงอาคาร ที่มีคุณสมบัติด้านการรักษาความปลอดภัย หรือที่หลายคนเรียกว่าฟิล์มกระจกกันภัย มีประโยชน์อย่างไร และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านและอาคารได้อย่างไรบ้าง

1. ป้องกันการบุกรุกและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

กระจกบานใหญ่เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงที่ผู้บุกรุกมักเลือกใช้ในการเข้าถึงอาคารหรือที่พักอาศัย ฟิล์มนิรภัยกันกระจกแตกช่วยยึดเศษกระจกให้ติดอยู่กับแผ่นฟิล์ม แม้กระจกจะถูกทุบก็ไม่แตกกระจายหรือเปิดช่องได้ง่าย ช่วยป้องกันการโจรกรรมได้

2. เพิ่มความปลอดภัยให้บ้านที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ และสัตว์เลี้ยง

ในครอบครัวที่มีเด็กวัยกำลังซน สัตว์เลี้ยงที่อาจวิ่งชนกระจกโดยไม่ทันระวัง หรือผู้สูงอายุ หากติดตั้งฟิล์มกระจกนิรภัยบ้านและอาคาร ความหนาและเหนียวของฟิล์มนิรภัยจะช่วยซับแรงกระแทก ลดโอกาสกระจกแตกทะลุ และป้องกันบาดแผลจากเศษกระจก

3. ป้องกันอันตรายจากภัยธรรมชาติ

สภาพอากาศแปรปรวน พายุลมแรงอาจพัดพาเศษวัสดุมากระแทกหน้าต่างจนเกิดความเสียหาย ฟิล์มกระจกกันภัยจะมีส่วนช่วยปกป้องโครงสร้างกระจกไม่ให้แตกและกระจายจากแรงกระแทกภายนอก

4. ป้องกันรังสี UV ได้สูงสุด 99%

นอกจากความปลอดภัยด้านกายภาพ ฟิล์มนิรภัยยังป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้สูงสุดถึง 99% ช่วยปกป้องผิวของผู้อยู่อาศัย ยืดอายุการใช้งานเฟอร์นิเจอร์ พื้นไม้ และของใช้ภายในบ้านไม่ให้ซีดจาง พร้อมทั้งป้องกันรังสีอินฟราเรด (IR) ที่เป็นตัวการสำคัญของความร้อน ช่วยให้แอร์ทำงานน้อยลงและประหยัดค่าไฟ

มาตรฐานความปลอดภัยของฟิล์มนิรภัยที่ควรรู้

เพื่อให้มั่นใจว่าฟิล์มนิรภัยที่เลือกใช้มีประสิทธิภาพจริงในระดับสากล ควรเลือกฟิล์มที่ผ่านการทดสอบและรับรองจากสถาบันชั้นนำระดับโลก ดังนี้

1. มาตรฐาน ASTM International

ASTM International (American Society for Testing and Materials) คือองค์กรพัฒนามาตรฐานสากลที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ทดสอบคุณสมบัติทางเทคนิค และตรวจสอบกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ฟิล์มนิรภัยที่ผ่านการรับรองนี้จะถูกทดสอบอย่างเข้มงวดด้านความทนทานต่อแรงดึงและความสามารถในการรับแรงกระแทก เพื่อพิสูจน์ว่าเนื้อฟิล์มและชั้นกาวมีความเหนียวแน่นเพียงพอที่จะยึดเกาะเศษกระจกไม่ให้แตกกระจายเมื่อเกิดอันตราย

2. มาตรฐาน NFRC

NFRC หรือ National Fenestration Rating Council เป็นองค์กรที่จัดทำระบบการรับรองและการจัดอันดับประสิทธิภาพของประตู-หน้าต่าง เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ใช้งานได้ข้อมูลที่เป็นกลาง เปรียบเทียบได้จริง และเชื่อถือได้ โดยอ้างอิงการทดสอบและวิธีประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ผลการประเมินจะครอบคลุมค่าหลัก ๆ เช่น U-Factor, Visible Transmittance (VT), Condensation Resistance (CR), Solar Heat Gain Coefficient (SHGC) และ Air Leakage (AL) ซึ่งใช้บอกประสิทธิภาพด้านการกันความร้อน การรับแสง ความต้านทานการควบแน่น การลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ และการรั่วไหลของอากาศ

3. มาตรฐาน The Skin Cancer Foundation

The Skin Cancer Foundation (สถาบันโรคมะเร็งผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา) รับรองเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผ่านการรับรองนี้หมายความว่าฟิล์มสามารถบล็อกรังสี UV ได้มากกว่า 99% ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง พร้อมปกป้องเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้เสื่อมสภาพก่อนเวลา

สรุป: ติดฟิล์มนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของที่อยู่อาศัยของคุณ

การติดฟิล์มนิรภัยให้กับบ้านและอาคารไม่เพียงลดอันตรายเมื่อกระจกแตก แต่ยังรับมือกับแรงกระแทกจากการบุกรุกและภัยธรรมชาติ รวมถึงป้องกันรังสี UV และลดความร้อนจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน ร้านค้า และพื้นที่ที่มีกระจกบานใหญ่

ฟิล์มนิรภัยจาก XPEL VISION ตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยโครงสร้างฟิล์มที่มีความหนาแน่นและแข็งแรง ยึดเกาะเศษกระจกเมื่อเกิดการแตกหัก ป้องกันรังสี UV ได้สูงสุด 99% และผ่านการรับรองจากมาตรฐานระดับสากล ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation


ติดต่อสอบถามเพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ พร้อมนัดหมายเข้าวัดพื้นที่ได้ทาง

เบอร์โทรศัพท์: 094 461 6699

Line Official: @xpelvisionthailand


คำถามที่พบบ่อย

ฟิล์มนิรภัยระดับพรีเมียมจาก XPEL VISION มีอายุการใช้งานโดยทั่วไป 10–15 ปี โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ด้าน ได้แก่ คุณภาพการติดตั้ง ทิศทางและปริมาณแสงที่หน้าต่างรับโดยตรง และการดูแลรักษาหลังติดตั้ง ฟิล์มที่ติดตั้งโดยช่างผู้เชี่ยวชาญและได้รับการดูแลอย่างถูกต้องจะไม่ลอกล่อน ไม่เป็นฟองอากาศ และไม่เสื่อมสภาพก่อนเวลา

ควรพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1. ระดับความหนา (Mil) ให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น 4 Mil สำหรับลดอุบัติเหตุทั่วไปภายในบ้าน หรือ 8 Mil สำหรับป้องกันการทุบกระจกจากเหตุการณ์โจรกรรม
  2. การรับรองมาตรฐานสากล ได้แก่ ASTM, NFRC และ The Skin Cancer Foundation
  3. ค่าการป้องกันความร้อน เช่น TSER, UV Rejection และ IR Rejection ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งป้องกันความร้อนได้ดีขึ้น

บทความและข่าวสารอื่นๆ

ดูทั้งหมด